How-To ควบคุมคุณภาพงานทาสีคอนกรีต อย่างมืออาชีพ ตั้งแต่เตรียมผิว จนถึงตรวจรับงาน !!
- Aug 10
- 1 min read

งานเคลือบผิวคอนกรีตที่ทนทานและได้มาตรฐาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสีหรือสารเคลือบเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ การควบคุมคุณภาพ (Quality Control: QC) ทุกขั้นตอนอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันปัญหาฟิล์มสีลอกร่อน บวมพอง หรือเกิดการกัดกร่อนก่อนเวลาอันควร
คู่มือ How-To ฉบับนี้ เป็นการสรุป 4 ขั้นตอนการตรวจวัดตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่เริ่มเตรียมพื้นผิวไปจนถึงการตรวจรับงานขั้นสุดท้าย
Step 1: การตรวจวัดและเตรียมโปรไฟล์พื้นผิว (Surface Profile)
Step 2: การเฝ้าระวังและบันทึกสภาพแวดล้อม (Environmental Monitoring)
Step 3: การตรวจวัดความหนาฟิล์มสีแห้ง (Dry Film Thickness - DFT)
Step 4: การทดสอบแรงยึดเกาะขั้นสุดท้าย (Pull-Off Adhesion Test)
ทำไมสีที่ทาบนคอนกรีตชอบร่อนเร็ว !?
เช็ก 4 จุดตายก่อนงานพัง
Step 1: การตรวจวัดและเตรียมพื้นผิวคอนกรีต (Surface Profile) ก่อนเคลือบ
สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาเพื่อควบคุมคุณภาพของสารเคลือบ คือความเข้ากันได้ระหว่างลักษณะพื้นผิวสัมผัสทางกายภาพของคอนกรีต กับสีหรือสารเคลือบที่จะนำมาใช้
มาตรฐาน ASTM D7682 "Standard Test Method for Replication and Measurement of Concrete Surface Profiles Using Replica Putty" ฉบับล่าสุด ได้อ้างอิงทั้ง Method A (การเปรียบเทียบด้วยสายตา) และ Method B (การวัดเชิงปริมาณ) เพื่อใช้เป็นวิธีในการหาค่าพื้นผิวคอนกรีต (Surface Profile) ก่อนเคลือบ เนื่องจาก หากลักษณะพื้นผิวคอนกรีตไม่เหมาะสม อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการเคลือบของสีหรือสารเคลือบในภายหลังได้ และเกิดเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น
หนึ่งในวิธีการทดสอบความเรียบของพื้นผิว คือ การนำเทปจำลอง Testex ไปอัดกดลงบนพื้นผิวที่ผ่านการขัดขรุขระ ชั้นโฟมจะยุบตัวและสร้างรอยจำลองของพื้นผิวนั้นขึ้นมา จากนั้นจึงนำไปวัดค่าต่อด้วยเครื่องวัดความหนาไมโครมิเตอร์
เครื่องมือสำหรับการวัดค่าความเรียบของพื้นผิวที่แนะนำ

Step 2: การเฝ้าระวังและบันทึกสภาพแวดล้อม (Environmental Monitoring)
การทาสีหรือเคลือบผิวคอนกรีตในสภาวะที่ไม่เหมาะสม คือชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้สีหรือสารเคลือบเสื่อมสภาพเร็ว
การเตรียมพื้นผิวและการทาสารเคลือบควรทำภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด โดยตรวจสอบสภาวะอากาศ (เช่น อุณหภูมิอากาศ, อุณหภูมิพื้นผิว, ความชื้นสัมพัทธ์ และจุดน้ำค้าง) ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเคลือบ จะช่วยหลีกเลี่ยงงานแก้ไขซ่อมแซมในอนาคต และป้องกันการเสื่อมสภาพของสีหรือสารเคลือบก่อนเวลาอันควร
ปัจจุบันช่างและผู้ตรวจสอบนิยมใช้เครื่องมือวัดสภาวะอากาศดิจิทัลแบบพกพา ซึ่งนอกจากจะวัดได้แม่นยำแล้ว ยังสามารถบันทึกข้อมูลย้อนหลังไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเปรียบเทียบผลการวัดตั้งแต่ ก่อน ระหว่าง และหลังการทำงานได้ดีอีกด้วย
เครื่องมือสำหรับการวัดค่าอุณหภูมิของพื้นผิว และสภาพแวดล้อมที่แนะนำ

Step 3: การตรวจวัดความหนาฟิล์มสีแห้ง (Dry Film Thickness)
จุดประสงค์หลักในการวัดความหนาของสารเคลือบบนคอนกรีต คือการควบคุมต้นทุนสารเคลือบควบคู่ไปกับการรับประกันว่ามีความหนาเพียงพอในการปกป้องพื้นผิวจากสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้น เกลือ สารเคมี และแสงแดด
โดยทั่วไปการตรวจวัดความหนาฟิล์มสีแห้ง สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 วิธีหลัก คือ
แบบทำลายพื้นผิว (Destructive test)
แบบไม่ทำลายพื้นผิว (Non-destructive test)
เนื่องจากคอนกรีตเป็นวัสดุที่มีความขรุขระสูง การวัดความหนาสีบนคอนกรีตจึงมีความผันผวน ดังนั้นวิธีที่นิยมในการตรวจวัดความหนาฟิล์มสีบนคอนกรีต คือวิธีการวัดแบบไม่ทำลายพื้นผิว ด้วยเครื่อง PosiTector 200 อุปกรณ์วัดความหนาด้วยคลื่นอัลตราโซนิก
เครื่อง PosiTector 200 ทำงานโดยส่งแรงสั่นสะเทือนอัลตราโซนิกผ่านหัววัดลงไปในชั้นสีหรือสารเคลือบ โดยอาศัยสารนำคลื่น (Couplant) ทาลงบนพื้นผิว และคำนวณหาความหนาสารเคลือบจากการหาค่าเฉลี่ยของจำนวนการวัดขั้นต่ำที่ยอมรับได้ ภายในพื้นที่วัดแต่ละจุดของพื้นผิวที่เคลือบแบบไม่ทำลายพื้นผิว และยังช่วยลดปัญหาความจำเป็นในการซ่อมแซมสีหลังการตรวจสอบ ทำให้ประหยัดเวลาทั้งผู้ตรวจสอบและผู้รับเหมา

Step 4: การทดสอบแรงยึดเกาะขั้นสุดท้าย (Pull-Off Adhesion Test)
เมื่อทาสีหรือสารเคลือบได้ความหนาตามที่ต้องการอย่างถูกต้องแล้ว ขั้นตอนสุดท้าย คือการประเมินแรงยึดเกาะ (Bond strength) ระหว่างสารเคลือบกับพื้นผิวคอนกรีต เพื่อให้มั่นใจว่าชั้นเคลือบติดแน่นกับเนื้อคอนกรีตตามสเปกที่กำหนด
วิธีการทดสอบแรงยึดเกาะที่นิยมใช้และได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ คือ การทดสอบแรงยึดเกาะแบบแรงดึง (Pull-off adhesion testing) ซึ่งเป็นการวัดความต้านทานของสารเคลือบต่อการหลุดออกจากพื้นผิว เมื่อถูกแรงดึงในแนวตั้งฉาก
เครื่องทดสอบแรงยึดเกาะแบบแรงดึง (Pull-off adhesion testing) เป็นการทดสอบเชิงปริมาณ (Quantitative) ที่ให้ค่าตัวเลขแม่นยำกว่า ทำได้โดยติดกาวบนตัวยึดรับแรง (มักเรียกว่า Dolly) ลงบนฟิล์มสี จากนั้นเครื่องทดสอบเพิ่มแรงดึงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งดอลลี่หลุดออกมา ค่าแรงดึงที่ทำให้ดอลลี่หลุด หรือค่าแรงที่ดอลลี่สามารถทนได้ จะแสดงออกมาเป็นค่าความแข็งแรงแรงดึง (Tensile strength)
ในงานคอนกรีต แรงดึงมักจะสูงกว่าค่าแรงต้านแรงดึงภายในของตัวคอนกรีตเอง จึงทำให้เกิด Cohesive Failure (เนื้อคอนกรีตหลุดติดออกมากับ Dolly) ซึ่งถือเป็นการยืนยันว่าฟิล์มสียึดเกาะได้ดีกว่าความแข็งแรงของคอนกรีต
เครื่องทดสอบแรงยึดเกาะแบบแรงดึงที่แนะนำ

สรุป
เมื่อคอนกรีตยังคงเป็นวัสดุก่อสร้างที่นิยมใช้งานอย่างต่อเนื่อง การกำหนดมาตรการควบคุมคุณภาพในการทาหรือพ่นสีหรือสารเคลือบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งานของสารเคลือบและโครงสร้างพื้นผิวให้ยาวนานขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คุมงบประมาณและดึงประสิทธิภาพการทำงานออกมาได้สูงสุดตามที่คาดหวังอีกด้วย
หากท่านสนใจในเครื่องทดสอบงาน QC/R&D หรือเคมีภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่ H.J.Unkel (Thai) Limited
บริษัทฯ ยินดีอย่างยิ่งที่จะให้บริการทุกท่านด้วยความเชี่ยวชาญในสินค้าและงานบริการกว่า 45 ปี
.png)



Comments