ทำความรู้จักกับ ASTM B117 มาตรฐาน Salt Spray Test ทดสอบความทนทานต่อการกัดกร่อนของโลหะ ยอดนิยมของประเทศไทย !!
- Apr 17
- 4 min read
Updated: Apr 20
สำหรับเรื่องราวที่เราจะหยิบมาแชร์กันในวันนี้...เชื่อว่าเป็นหัวข้อที่คนในวงการทดสอบการกัดกร่อนในประเทศไทยต้องรู้จักและคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว นั่นคือ ASTM B117 หรือมาตรฐาน Salt Spray Test ยอดนิยมตลอดกาล !!
แต่ทราบหรือไม่? จากประสบการณ์ที่ทางเราได้มีโอกาสพูดคุยและให้คำปรึกษากับลูกค้าหลายท่าน พบว่ายังมี "จุดที่ต้องแก้ไข" และรายละเอียดเล็กน้อยอีกมากมายที่หลายคนอาจยังไม่ทราบ หรืออาจยังไม่ได้ใช้งานตามที่มาตรฐานกำหนดจริงๆ ซึ่งจุดเล็กๆ เหล่านี้นี่เองที่เป็นตัวตัดสินว่า ผลการทดสอบของคุณจะ ‘เชื่อถือได้’ หรือไม่ ?
วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ ASTM B117 กันแบบ ‘เจาะลึก’! เราจะไปดูกันว่าจริงๆ แล้วภายใต้ละอองหมอกเกลือเหล่านั้น มาตรฐานได้กำหนดอะไรไว้บ้าง? และที่สำคัญที่สุด... เราต้องควบคุมตัวแปรไหนเป็นพิเศษ เพื่อให้ผลการทดสอบออกมาแม่นยำ และใกล้เคียงกับมาตรฐานสากลมากที่สุด !!
เจาะลึก ASTM B117 มาตรฐานที่คุณคุ้นเคย...
แต่คุณแน่ใจแล้วหรือว่า สิ่งที่คุณทำนั้น ‘ถูกต้อง’ ตามข้อกำหนด !?

การกัดกร่อนเกิดขึ้นได้อย่างไร?
การกัดกร่อน คือ ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นเมื่อโลหะสัมผัสกับน้ำ ออกซิเจน และสารเคมีอื่นๆ ในสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีบนผิวของโลหะจนเกิดเป็นสนิมหรือการกัดกร่อน
และเพื่อที่จะป้องกันการเกิดการกัดกร่อนนั้น บางที่ก็มีการใช้สารเคลือบ ( Coating ) มาเคลือบทับโลหะนั้น แต่พอระยะเวลาผ่านไปสารเคลือบก็จะเริ่มถูกทำให้เสื่อมอย่างช้าๆ ด้วยสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็น แสงแดด อุณหภูมิ และความชิ้น ทำให้สารเคลือบนั้นถูกทำลาย จนทำให้เกิดรอยแตก และมีโอกาสที่จะทำให้ความชื้นหรือสารที่ก่อให้เกิดการกัดกร่อน เข้าไปในเนื้อวัสดุที่เป็นโลหะข้างใน
การกัดกร่อนส่งผลเสียต่อเราอย่างไร?
สินค้าเสียหายเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น
"การกัดกร่อน" ไม่ได้ทำร้ายแค่รูปลักษณ์ภายนอกให้ดูเก่าหรือทรุดโทรมเท่านั้น แต่มันสามารถเข้าทำลายโครงสร้างและคุณสมบัติทางกายภาพของวัสดุโดยตรง ตั้งแต่การทำให้โลหะเปราะบางลง การทำให้จุดยึดหรือข้อต่อติดขัดจนใช้งานไม่ได้ ไปจนถึงการทำลายสีเคลือบผิวจนหลุดลอก ซึ่งส่งผลให้สินค้าสูญเสียฟังก์ชันการทำงานหลักไปในทันที
การเพิ่มต้นทุน
ในเชิงเศรษฐกิจ มูลค่าความเสียหายจากการกัดกร่อนทั่วโลกนั้นพุ่งสูงถึง 3-4% ของ GDP ในแต่ละประเทศ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของค่าซ่อมบำรุงที่บานปลาย และความสูญเสียมหาศาลจากการที่ต้องหยุดสายการผลิตเพื่อเปลี่ยนวัสดุหรือแก้ไขงานในภายหลัง
กระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์
สำหรับผู้ผลิตสินค้า... ผลเสียที่รุนแรงที่สุดคือการสูญเสีย 'ความเชื่อมั่นของลูกค้า' ลองนึกภาพดูว่า หากเราการันตีอายุการใช้งานไว้ 5 ปี แต่สินค้ากลับเริ่มพังตั้งแต่ปีที่ 2 สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่การส่งเคลม แต่มันคือการที่ลูกค้าเปลี่ยนใจไปหาแบรนด์คู่แข่งทันที เพราะความรู้สึกว่าสินค้าเรา 'ไม่ทนทาน' นั้นได้ทำลายชื่อเสียงของแบรนด์ไปเรียบร้อยแล้ว
เสี่ยงต่อความปลอดภัย
ที่น่ากลัวที่สุด คือ 'ความปลอดภัยในชีวิต' เมื่อการกัดกร่อนเกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานอย่างอาคาร สะพาน ท่อส่งก๊าซ หรือแม้แต่อะไหล่รถยนต์ที่เราใช้ในทุกวัน หากโครงสร้างเหล่านั้นสูญเสียความแข็งแรงจากการถูกกัดกร่อน มันคือชนวนเหตุของอุบัติเหตุร้ายแรงที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้เลย
เมื่อสนิมไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม...
แต่คือ 'ตัวการ' ที่บั่นทอน อายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์
และสะท้อนถึง มาตรฐานการผลิตที่อาจยังไม่ดีพอ !!
การลงทุนกับการทดสอบการกัดกร่อน ไม่ใช่แค่การจ่ายเงินซื้อเครื่องมือทดสอบ หรือใช้มาตรฐานทดสอบอ้างอิงเท่านั้น แต่มันคือการ 'ซื้อความมั่นใจ' ในคุณภาพ ต้นทุน ความเชื่อมั่น และความปลอดภัย เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง !!
สามารถป้องกันการกัดกร่อนได้อย่างไร?
ในทางวิศวกรรมมีหลายวิธีในการป้องกันการกัดกร่อน เช่น การเลือกใช้วัสดุที่มีความทนทานตามธรรมชาติ ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เผชิญจริง, การเคลือบผิว เช่น การพ่นสี หรือการชุบโลหะ เพื่อสร้างเกราะป้องกัน ไม่ให้เนื้อวัสดุสัมผัสกับปัจจัยเร่งที่มีผลกระทบต่อการเกิดการกัดกร่อน, การเลือกใช้วัสดุเสริมที่มีความต่างศักย์น้อยกว่า เพื่อให้รับการกัดกร่อนแทน และการออกแบบเชิงโครงสร้าง ปรับสภาวะหน้างานเพื่อลดความรุนแรงของสภาพแวดล้อม ไปจนถึงการลดขนาดความเค้นที่เกิดขึ้นกับชิ้นงาน เป็นต้น
แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าวิธีที่เราเลือกใช้นั้น
'มีประสิทธิภาพเพียงพอ' และ คุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ ?
นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ "การทดสอบการกัดกร่อน" เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะมันคือคำตอบเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่า เกราะป้องกันของคุณแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับอนาคตได้หรือไม่ !?

แนวทางการตรวจสอบความสามารถการกัดกร่อน
การทดสอบกลางแจ้ง (Outdoor Testing)
การทดสอบการกัดกร่อนกลางแจ้ง เป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือและเสมือนจริงที่สุด ในการประเมินความทนทานของวัสดุต่อสภาพแวดล้อมจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการทราบผลกระทบระยะยาวของสภาพอากาศต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อวัสดุนั้นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศรุนแรง เช่น ใกล้ชายทะเล ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความชื้นสูงและมีเกลือในอากาศ หรือ สถานที่ทดสอบรถยนต์ ซึ่งจำลองสภาพการใช้งานจริงของรถยนต์ได้อย่างใกล้เคียง
ดังนั้นการทดสอบวัสดุภายใต้สภาพแวดล้อมจริง เป็นวิธีการที่สำคัญในการประเมินความทนทานต่อการกัดกร่อน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ข้อดี
1) ได้ผลลัพธ์การทดสอบที่เป็นไปตามความจริง
2) ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ
ข้อเสีย
1) ใช้ระยะเวลาทดสอบยาวนาน หลายเดือน-ปี จนกว่าจะเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง
2) ไม่สามารถควบคุมปัจจัยในสภาพแวดล้อม อันส่งผลต่อการเกิดการกัดกร่อนได้ ดังนั้นการทดสอบในแต่ละครั้งจึงให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนเดิม
การทดสอบด้วยเครื่องทดสอบในห้องปฏิบัติการ (Accelerated Laboratory Testing)
การทดสอบผลิตภัณฑ์เพื่อประเมินความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อน ด้วยเครื่องทดสอบในห้องปฏิบัติการ เป็นการเร่งกระบวนการกัดกร่อนให้เกิดเร็วขึ้น เพื่อให้ได้ซึ่งผลลัพธ์ในการทดสอบที่รวดเร็ว
เครื่องทดสอบสามารถทำการทดสอบซ้ำได้ และสะดวกต่อการใช้งาน เหมาะสำหรับการควบคุมคุณภาพ การรับรอง และการวิจัยและพัฒนา
ข้อดี
1) สามารถเร่งกระบวนการกัดกร่อนให้เกิดเร็วขึ้น เพื่อให้ได้ซึ่งผลลัพธ์ในการทดสอบที่สั้นกว่าการทดสอบกลางแจ้ง
2) สามารถควบคุมตัวแปรได้แม่นยำ ทำให้สามารถทำการทดสอบซ้ำได้ และสะดวกต่อการใช้งาน เหมาะสำหรับการควบคุมคุณภาพ การรับรอง และการวิจัยและพัฒนา
ข้อเสีย
1) ต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทดสอบกลางแจ้ง
เมื่อธุรกิจต้องแข่งกับเวลา
ทำไมเครื่องทดสอบ (Accelerated Testing) คือคำตอบที่ใช่กว่า ?
แน่นอนว่าการทดสอบกลางแจ้งให้ผลลัพธ์ที่สมจริงที่สุด แต่ในโลกธุรกิจที่ความรวดเร็วและความแม่นยำคือหัวใจสำคัญ การเปลี่ยนมาใช้เครื่องทดสอบสภาวะเร่งในห้องปฏิบัติการ จึงกลายเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะไม่ได้ให้แค่ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว เปลี่ยนจำนวนการทดสอบเป็นปี" ให้เป็น "ชั่วโมง" แล้วแต่ยังเป็น "เข็มทิศ" ที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างแม่นยำในหลายมิติ อาทิเช่น
ช่วยในการวิเคราะห์และพัฒนาสูตรส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ (Formulation) ให้แข็งแรงตั้งแต่อยู่ในแล็บ
ใช้มาตรฐานการทดสอบเป็นเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพ (QC) ที่ชัดเจนและทำซ้ำได้ เพื่อความมั่นใจสูงสุดก่อนส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้า
ช่วยในการตัดสินใจเลือกชนิดผลิตภัณฑ์ หรือวัสดุ (Material Selection) ที่คุ้มค่าและทนทานที่สุด
ช่วยในการตั้งค่าและปรับปรุงกระบวนการผลิต (Production Process) ให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอตามที่ตลาดต้องการ

การทดสอบสเปรย์เกลือ หรือ การทดสอบไอเกลือ (Salt Spray Testing)
ASTM B117 จัดเป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดวิธีการทดสอบสเปรย์เกลือ ซึ่งเป็นการทดสอบการกัดกร่อนแบบเร่งความเร็วที่ง่ายและเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยชิ้นงานตัวอย่างจะสัมผัสกับละอองเกลือหรือหมอกที่อุณหภูมิปานกลาง โดยการทดสอบมาตรฐาน ASTM B117 นี้จะไม่มีขั้นตอนการเปียกและแห้งแบบ Cyclic Corrosion ซึ่งเพียงพอต่อการตรวจสอบคุณภาพพื้นฐาน (QC)
และหากพูดถึงมาตรฐานนี้ โซลูชันที่สมบูรณ์แบบที่สุด คือการใช้เครื่อง Q-FOG Corrosion Tester จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Q-Lab Corporation ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมทุกตัวแปรให้แม่นยำและเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐาน ASTM B117 ได้อย่างครอบคลุม

ASTMB117 กับเครื่อง Q-FOG
หลายคนอาจมองว่า ASTM B117 หรือ Salt Spray Test เป็นเพียงการ 'พ่นน้ำเกลือ' ใส่ชิ้นงานแบบธรรมดา... แต่ทราบหรือไม่ ว่าภายใต้ความเรียบง่ายนั้นมีรายละเอียดในการควบคุมตัวแปรที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะในโลกของการทดสอบ ความคลาดเคลื่อนเพียงนิดเดียวอาจเปลี่ยนผลลัพธ์ QC จาก 'ผ่าน' เป็น 'ไม่ผ่าน' และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผลิตภัณฑ์คุณได้ในทันที !
ส่วนที่ 1 โครงสร้างของเครื่องทดสอบ ที่เหมาะกับ ASTM B117:
ลำดับ | ข้อกำหนด ASTM B117 | ความสามารถของเครื่อง Q-FOG | ความสอดคล้อง |
1 | ตัวเครื่องทดสอบจะต้องผลิตจากวัสดุที่มีความเสถียรและทนทานต่อการกัดกร่อน สามารถรองรับสภาวะการฉีดพ่นละอองเกลือ (SALT FOG) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ | Q-FOG มีโครงสร้างเครื่องและส่วนประกอบภายในทั้งหมด ที่ผลิตจาก Fiberglass (ไฟเบอร์กลาส) จึงมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าวัสดุทั่วไป วัสดุนี้จะไม่ทำปฏิกิริยากับไอเกลือ จึงทนทานต่อการกัดกร่อน ทำให้เครื่องไม่มีปัญหาเรื่องการกัดกร่อนตัวเองในระยะยาว | ![]() |
2 | ท่อระบายอากาศควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เพียงพอ เพื่อลดการเกิดแรงดันย้อนกลับ ให้เหลือน้อยที่สุด และต้องออกแบบให้ไม่มีน้ำเกลือขังค้างอยู่ภายในท่อ | ท่อระบายอากาศของ Q-FOG มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เพียงพอ ลดการเกิดแรงดันย้อนกลับ ให้เหลือน้อยที่สุด และถูกออกแบบให้ไม่มีน้ำเกลือขังค้างอยู่ภายในท่อ | ![]() |
3 | ถังเก็บน้ำเกลือจำเป็นต้องมีขนาด 11 - 19 ลิตร ( 3 - 5 แกลลอน ) พร้อมระบบควบคุมระดับน้ำเกลือ | ถังเก็บน้ำเกลือของเครื่อง Q-FOG มีขนาด 120 ลิตร ( 31.6 แกลลอน ) เพียงพอต่อพ่นละอองหมอกเกลือ 5 วัน พร้อมมีเซนเซอร์แจ้งเตือนระดับน้ำเกลือ เมื่อน้ำเกลืออยู่ระดับต่ำ และเครื่องจะหยุดทำงานทันทีเมื่อน้ำเกลือในถังหมด | ![]() |
4 | สามารถควบคุมอุณหภูมิในเครื่องทดสอบให้คงที่ เนื่องจาก อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญส่งผลต่อการแปรผันของค่า pH ความเข้มข้นของน้ำเกลือ และ ปริมาณละอองน้ำเกลือ | เครื่อง Q-FOG มีระบบควบคุมอุณหภูมิในเครื่องทดสอบให้คงที่ตลอดการทดสอบ ด้วย chamber heater, Air heater และมีเซนเซอร์วัดอุณหภูมิในเครื่องทดสอบ | ![]() |
5 | ฝาของเครื่องทดสอบควรสร้างให้มีเพดานลาดเอียง และการจัดวางตำแหน่งของหัวฉีดสเปรย์ที่เหมาะสมจะช่วยหลีกเลี่ยงการสะสมของหยดน้ำบนเพดาน และการหยดใส่ชิ้นงาน
| Q-FOG ได้ถูกออกแบบให้ทุกรุ่นมีฝาเป็นสามเหลี่ยม และมีเพดานที่ลาดเอียง โดยผู้ใช้งานสามารถเปิดฝาได้ 60 -90 องศา ง่ายต่อการใช้งาน | ![]() |
6 | การจัดวางตำแหน่งของหัวฉีดสเปรย์ ว่าควรจัดวางตำแหน่งของหัวฉีดสเปรย์ที่เหมาะสมจะช่วยหลีกเลี่ยงการสะสมของหยดน้ำบนเพดาน และการหยดใส่ชิ้นงาน | เครื่อง Q-Fog ในปัจจุบันนั้น มีการวาง ท่อพ่นสเปรย์น้ำทั้งหมด 2 แบบ คือรุ่นที่มีท่อพ่นสเปรย์น้ำที่ฐานทดสอบ และรุ่นที่มีท่อพ่นสเปรย์น้ำจากฝาเครื่องทดสอบลงมา
( โดยสามารถเลือกให้ตรงตามมาตรฐานที่ต้องการทดสอบ ) | ![]() |




ส่วนที่ 2 เกลือที่ใช้ใน ASTM B117:
มาตรฐาน ASTM B117 ได้กำหนดว่า ให้ใช้เกลือโซเดียมคลอไรด์สิ่งปนเปื้อนรวมไม่เกิน 0.3% โดยมวล และหากมีสารกลุ่มฮาไลด์อื่น นอกเหนือจากคลอไรด์ เช่น โบรไมด์, ฟลูออไรด์ และไอโอไดด์ จะต้องมีรวมกันน้อยกว่า 0.1% โดยมวลของเกลือ และจะต้องมีปริมาณทองแดงน้อยกว่า 0.3 PPM


*พิเศษ! เมื่อสั่งซื้อเครื่องทดสอบ Q-FOG กับบริษัท เอช.เจ.อุงเคิล ไทย แถมฟรีเกลือโซเดียมคลอไรด์ในชุด และชุดเก็บละอองน้ำเกลือ!! เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นการทดสอบตามมาตรฐาน ASTM B117 ได้ทันที
การตั้งค่าการทดสอบ ASTM B117:
รายการ | ปริมาณการควบคุม |
น้ำเกลือ |
|
อุณหภูมิของ Bubble Tower และแรงดันอากาศ | อุณหภูมิของ Bubble Tower จะต้องอยู่ใน 46 – 49 องศา สอดคล้องกับแรงดันอากาศที่ 12 – 18 psi เพื่อให้ได้ปริมาณละอองหมอกเกลือที่เก็บได้ 1-2 มิลลิลิตรต่อชั่วโมงพอดี |
ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) | 95 - 98% |
อุณหภูมิภายในเครื่องทดสอบ | 35 ± 2 °C ตลอดระยะเวลาการทดสอบ |
ระยะเวลาการทดสอบ | แนะนำให้ใช้ระยะเวลาการทดสอบที่เป็น จำนวนเท่าของ 24 ชั่วโมง ( เช่น 24, 48, 72, 96 ชั่วโมง เป็นต้น ) |
ความเร็วปั๊ม | 30% |
แรงดันอากาศ | 15 psi |
Flow Rate | รุ่น 600 L: 0.45 liters/hour รุ่น 1100 L : 0.7 liters/hour |
ข้อระวัง
การทดสอบจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยฝาเครื่องทดสอบต้องปิดสนิท และ ระบบพ่นละอองต้องทำงานอย่างสม่ำเสมอ อนุญาตให้หยุดการทำงานชั่วคราวได้ไม่เกิน 1 ครั้งต่อวัน และต้องไม่เกิน 60 นาที
เฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เช่น การตรวจสอบสภาพชิ้นงาน การนำชิ้นงานเข้า-ออก การตรวจสอบและเติมสารละลายเกลือ รวมถึงการบันทึกข้อมูลสำคัญ (ปริมาณน้ำเกลือ, ค่าความเข้มข้น และค่า pH)
มาตรฐาน ASTM B117 ได้กล่าวว่า ค่า pH, ค่าความเข้มข้นของน้ำเกลือ และอุณหภูมิ เป็นสิ่งที่ต้อง 'ตรวจสอบทุกวัน' หรืออย่างน้อยที่สุด ไม่เกิน 96 ชั่วโมง ระหว่างการตรวจวัดแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันความไม่แม่นยำของผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการทดสอบ
เพื่อให้มั่นใจในความแม่นยำระดับสากล มาตรฐานจึงกำหนดให้ตรวจสอบคุณภาพน้ำเกลือผ่านวิธี Fog Collection ซึ่งเป็นการเก็บตัวอย่างจาก 'ละอองไอเกลือ' ที่พ่นออกมาและควบแน่นตกลงในกระบอกตวงภายในเครื่องทดสอบโดยตรง วิธีนี้จะช่วยให้เราวิเคราะห์ค่า pH และความเข้มข้นจากสภาวะที่ ‘ชิ้นงานได้รับจริง’ ไม่ใช่เพียงแค่น้ำเกลือที่อยู่ในถังเก็บเท่านั้น
Fog Collection คืออะไร ?
Fog Collection คือการเก็บน้ำเกลือ เพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำเกลือ และการกระจายตัวของหมอกไอเกลือว่ายังเป็นไปตามมาตรฐาน ASTM B117 หรือไม่
ตรวจสอบปริมาณน้ำเกลือ:
ต้องเก็บได้ที่ปริมาณ 1 - 2 มิลลิลิตร ต่อชั่วโมง โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยการทำงานอย่างน้อย 16 ชั่วโมง
ความเข้มข้นของน้ำเกลือ (วัดโดยความถ่วงจำเพาะ):
ความเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์ต้องอยู่ที่ 5 ± 1 % โดยมวล
ค่า pH:
6.5 - 7.2 *สามารถนำน้ำเกลือจากหลายกระบอกตามตำแหน่งต่างๆ ในเครื่องทดสอบมารวมกัน เพื่อวัดค่า pH ได้


*พิเศษ! เมื่อสั่งซื้อเครื่องทดสอบ Q-FOG กับบริษัท เอช.เจ.อุงเคิล ไทย แถมฟรีเกลือโซเดียมคลอไรด์ในชุด และชุดเก็บละอองน้ำเกลือ!! เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นการทดสอบตามมาตรฐาน ASTM B117 ได้ทันที

แน่ใจหรือ? ว่าเครื่องทดสอบที่คุณใช้อยู่นั้น
ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำจริงๆ
ท่ามกลางการทดสอบที่ดำเนินไป คำถามที่สำคัญที่สุดคือ: เราจะวัดประสิทธิภาพของเครื่องทดสอบได้อย่างไร? เพื่อให้ผลลัพธ์มีความสอดคล้องและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล มาตรฐานจึงแนะนำให้ใช้ แผ่นมาตรฐาน (Corrosion Coupons) เป็นตัวชี้วัดหลัก ในการตรวจสอบประสิทธิภาพ วิธีนี้จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ได้ว่าสภาวะการกัดกร่อนในแต่ละรอบการทดสอบนั้นมีความสม่ำเสมอและแม่นยำเพียงใด
Mass Loss การพิสูจน์ความจริงจาก "น้ำหนักที่หายไป"
หนึ่งในวิธีตรวจสอบที่น่าเชื่อถือที่สุดคือการทำ Mass Loss หรือการตรวจสอบการสูญเสียน้ำหนักของแผ่นเหล็กมาตรฐาน กระบวนการนี้เริ่มจากการใช้แผ่นเหล็กที่มีค่าความบริสุทธิ์และขนาดตามที่มาตรฐาน ASTM กำหนด นำมาผ่านการชั่งด้วยเครื่องชั่งความละเอียดสูงก่อนเริ่มการทดสอบ เมื่อรันเครื่องจนครบเวลาตามกำหนด เราจะนำแผ่นเหล็กเหล่านั้นมาทำความสะอาดอย่างพิถีพิถันและชั่งน้ำหนักอีกครั้ง เพื่อคำนวณหาค่า "น้ำหนักที่หายไป" จากการถูกกัดกร่อนจริง
ทำไมคุณถึงต้องทำ Mass Loss เป็นประจำ?
รักษาเสถียรภาพ: การทำเป็นประจำทุกเดือน (หรือบ่อยกว่านั้น) จะช่วยการันตีว่าเครื่องทดสอบของคุณยังคงรักษามาตรฐานการทำงานได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก: ช่วยให้คุณสามารถเปรียบเทียบสภาวะการกัดกร่อนระหว่างเครื่องทดสอบแต่ละเครื่องได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะทดสอบที่ไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน

ความจริงที่คุณต้องรู้
ถึง ข้อจำกัด ของมาตรฐาน ASTM B117 !!?
แม้ว่าการทดสอบแบบพ่นละอองเกลือของ ASTM B117 จะเหมาะในการเปรียบเทียบชิ้นงานโลหะ หรือวัสดุที่มีการเคลือบผิว (Coated Metal) แต่เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า
ผลลัพธ์จากการทดสอบด้วยมาตรฐาน ASTM B117 กับสภาพแวดล้อมจริงนั้นมักจะ "ไม่สอดคล้องกัน"
นั่นเป็นเพราะในโลกภายนอก ผลิตภัณฑ์ของคุณต้องเจอกับสภาวะที่แปรปรวนตลอดเวลา ทั้งแสงแดดจัด ความชื้นและอุณหภูมิที่แกว่งไปมา แต่ในทางกลับกัน ASTM B117 คือการฉีดพ่นละอองเกลือแบบ "เปียกต่อเนื่องคงที่เท่านั้น" ซึ่งเป็นสภาวะที่แทบจะไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ ทำให้กลไกการเกิดการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
แล้วถ้ามันไม่เหมือนจริง... ทำไม ASTM B117 ถึงยังเป็นมาตรฐานที่นิยมใช้ ?
จุดประสงค์การใช้มาตรฐานการทดสอบนี้ มีอยู่ 2 ประการ:
การทดสอบเพื่อเปรียบเทียบ:
เพื่อใช้เป็นไม้บรรทัดวัดคุณภาพระหว่างชิ้นงานแต่ละกลุ่ม เช่น ชิ้นงานล็อตนี้ยังได้มาตรฐานเท่ากับล็อตที่แล้วหรือไม่? หรือสารเคลือบสูตรใหม่ดีกว่าสูตรเดิมอย่างไร?
การควบคุมคุณภาพ (QC): เพื่อยืนยันว่ากระบวนการผลิตและการเคลือบผิวของคุณยังคงทำงานได้ตามปกติอย่างสม่ำเสมอ เป็นการ "การันตีมาตรฐาน" ก่อนส่งถึงมือลูกค้า
ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เสมือนจริงและแม่นยำที่สุด แนะนำให้ศึกษาความสัมพันธ์ (Correlate) ระหว่างผลทดสอบในแล็บควบคู่ไปกับการทดสอบกลางแจ้ง (Outdoor Testing)
สรุป
ASTM B117 คือมาตรฐานการทดสอบไอเกลือ (Salt Spray) ที่ออกแบบมาเพื่อการเปรียบเทียบคุณภาพและควบคุมมาตรฐานการผลิต (QC) โดยเฉพาะ ไม่ใช่เพื่อทำนายอายุการใช้งานจริงในสภาวะธรรมชาติ
หัวใจสำคัญของมาตรฐาน ASTM B117 อยู่ที่การควบคุมปริมาณ และความบริสุทธิ์ของเกลือโซเดียมคลอไรด์และน้ำ รวมถึงการรักษาเสถียรภาพของตัวแปรที่มีผลต่อการทดสอบการกัดกร่อน ได้แก่ อุณหภูมิ (35°C), ค่า pH (6.5-7.2), ความเข้มข้นของน้ำเกลือ (4-6%) และปริมาณละอองเกลือ (1-2 ml/ชม.) ตลอดระยะเวลาการทดสอบ
การันตีความแม่นยำด้วยการทดสอบ Mass Loss ผ่านแผ่นเหล็กมาตรฐาน เพื่อยืนยันว่าสภาวะการกัดกร่อนภายในเครื่องทดสอบสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ และสร้างความเชื่อมั่นในการเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างเครื่องทดสอบ
หากท่านสนใจในเครื่อง Q-FOG Corrosion Tester, Corrosion Coupon หรือเกลือโซเดียมคลอไรด์สำหรับมาตรฐาน ASTM B117 สามารถติดต่อได้ที่ H.J.Unkel (Thai) Limited
บริษัทฯ ยินดีอย่างยิ่งที่จะให้บริการทุกท่านด้วยความเชี่ยวชาญในสินค้าและงานบริการกว่า 45 ปี
.png)




Comments